วันอังคารที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2558

OTOP ข้าวตัง

ข้าวตัง  ตำบลนาเกตุ  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี


ประวัติความเป็นมา

หมู่ที่ ๑ ตำบลนาเกตุ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ประชาชนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านการเกษตร (ทำนา) ในแต่ละปีจะมีผลผลิตเป็นจำนวนมากประกอบกับประชาชนบางกลุ่มมีเวลาว่างหลังจากการทำนา จึงได้มีการรวมกลุ่ม ประมาณ ๖-๑๐ คน โดยตั้งชื่อกลุ่มว่า “กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร” จึงได้มีการลงหุ้นกันคนละ ๑๐๐ บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การผลิต ในขณะนั้นได้ทำขนมคือข้าวแตน ข้าวตัง ฯลฯ
ในปี ๒๕๓๗ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์โดยการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่เดิม คือ ข้าวตังรสชาติธรรมดา เปลี่ยนมาเป็นข้าวตังหน้าไก่หยอง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปมาจากข้าวเหนียว จากการดำเนินกิจการได้เป็นที่รู้จักของลูกค้าและตลาด ซึ่งในขณะนั้นได้นำจำหน่ายในเขตอำเภอโคกโพธิ์และงานเทศกาลเท่านั้น ต่อมาได้มีหน่วยงานของราชการและเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนงบประมาณ และด้านการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่า เช่น การบรรจุภัณฑ์ ด้านบริหารจัดการกลุ่ม ด้านการตลาด จนในขณะนี้มีสมาชิกกลุ่มทั้งหมด ๑๐๒ คน
ข้าวตังหน้าไก่หยองเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน อย. และนำผลิตภัณฑ์ขึ้นทะเบียน OTOP เพื่อส่งผลิตภัณฑ์คัดสรร ในปี ๒๕๕๓ ผลิตภัณฑ์ข้าวตังหน้าไก่หยองอยู่ในระดับ ๔ ดาว ปัจจุบันได้จำหน่วยทั้งในประเทศ และต่างประเทศ

กระบวนการผลิต

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

-ข้าวเจ้า 

-น้ำมันพืช 

-น้ำตาลปี๊บ

-น้ำพริกเผา 

-เกลือ 

-งาดำ 

-ไก่หยอง

ขั้นตอนการผลิต

๑ นำข้าวเจ้าตามความต้องการมาล้างให้สะอาดและนำไปแช่น้ำไว้ ประมาณ ๔-๖ ชม.
๒ นำข้าวเจ้าที่แช่แล้วไปนึ่งให้สุกแล้วน้ำข้าวเหนียวมาทำเป็นก้อนกลมๆใส่ในพิมพ์ที่เตรียมไว้แผ่ให้บาง ๆ จนหมดแล้วนำไปตากแดดให้แห้ง ( แดดร้อนจัด)
๓ นำแผ่นข้าวเจ้าที่ตากแห้งแล้วไปทอดให้สุก ( ในช่วงนี้เคียวน้ำตาลปี๊ปและส่วนผสมต่าง ๆ ควบคู่กันไปด้วยจนน้ำตาลมีความเข้มข้นเมื่อโรยหน้าขนมแล้วจะติดขนมได้)
๔ เมื่อขนมทอดหมดก็นำน้ำตาลที่เคียวแล้วนำมาโรยหน้า แล้วพัฒนาแต่งหน้าด้วยงาดำ หรือเมล็ดมะม่วงหิมพานต์ ฯลฯ 
๕ นำมาบรรจุถุงส่งออกจำหน่าย

OTOP ดอกไม้ยางพารา


ดอกไม้ยางพารา  ตำบลปากล่อ  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี

ประวัติความเป็นมา

ดอกไม้ใบยาง ตำบลปากล่อเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบเหมาะกับการเกษตร ประชาชนมีอาชีพทำนา และปลูกยางพารา เป็นอาชีพหลัก รายได้เฉลี่ยต่อเดือน ไม่พอกับการครองชีพ ประกอบสมัยก่อนประชาชนส่วนใหญ่อยู่กับบ้านไม่มีโอกาสออกไปไหนมาไหน การศึกษามีน้อย ส่วนมากแล้วจะจบชั้นประถมปีที่ 4 จึงทำให้ครอบครัวหรือชุมชนในสมัยอดีตไม่ค่อยได้รับการพัฒนามากนัก ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงมีการพัฒนามากยิ่งขึ้น มีหน่วยงานต่างๆเข้าไปให้ความรู้ ประชาชนจึงมีความคิด และความรู้ที่ทางราชการเข้าไปแนะนำ ประกอบกับ นางประทุม เอกดิลก มีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี มีภูมิปัญญาที่ ปู่ ย่า ตา ยาย ถ่ายทอดไว้ให้ จึงคิดจะทำให้หมู่บ้าน/ตำบลของตนเองเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป นางประทุม เอกดิลก มีเพื่อนบ้านอยู่ที่กรุงเทพฯ ก็ได้ส่งตัวอย่างดอกไม้ที่ประดิษฐ์ด้วยใบยางพารา มาให้ จึงได้ทดลองทำภายในครอบครัวและญาติสนิท แล้วส่งให้เพื่อนไปจำหน่ายที่กรุงเทพฯ เป็นยอมรับของตลาดเป็นอย่างดี จึงทำให้มีลูกค้าสั่งจองผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก จึงทำให้ส่งจำหน่ายไม่ทัน จึงได้จัดตั้งกลุ่มผลิตดอกไม้ใบยางจากยางพารา จำนวน 1 กลุ่ม สมาชิก 20 คน สถานที่ทำการกลุ่ม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 24 หมู่ที่6 ตำบลปากล่อ อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี
จากการสัมภาษณ์ และระดมความคิดเห็นของผู้ผลิตดอกไม้ใบยางพารา จากการจัดเวทีประชาคม เพื่อบันทึกตำนานผลิตภัณฑ์ผลปรากฏว่า สมาชิกกลุ่มต้องการพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน และจะให้ชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป

กระบวนการผลิต

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

-สีย้อมใบยาง 
-กรรไกร 
-เกษรดอกไม้ 
- กาว

ขั้นตอนการผลิต

วิธีที่ 1 คัดเลือกใบยางพาราที่แก่ปานกลาง แล้วนำมาต้มให้สุก แต่ไม้ต้องให้เปื่อยจนเกินไป จากนั้น นำไปหมักในภาชนะ โดยให้น้ำท่วมใบยางพาราพอประมาณ และแช่ไว้เป็นเวลาประมาณ 1 – 2 เดือน เมื่อใบยางพาราเริ่มเปื่อย ให้นำแปรงสีฟันมาถูใบยางพาราแต่ละใบ ให้เหลือแต่เส้นใยของใบยาพาราเท่านั้น แล้วนำมาผึ่งแดดให้แห้ง หลังจากนั้น นำใบยางพาราที่แห้งแล้วไปย้อมสี โดยใช้ผงสีย้อมผ้าปริมาณครึ่งขีด เกลือแกง 1 – 10 ช้อนโต๊ะ และนำน้ำเปล่า 1 ลิตร ต่อใบยางพารา 1,000 ใบ ไปต้มน้ำให้เดือด หลังจากนั้นให้ใส่สีย้อมผ้า เกลือแกงผสมลงไป เมื่อละลายเป็นน้ำเดียวกันแล้ว ให้นำใบยางพาราลงไปย้อมสีเป็นเวลานานประมาณ 2 – 3 นาที แล้วจึงยกขึ้นมา นำใบยางพาราไปตากให้แห้ง เมื่อแห้งแล้ว จะได้ใบยางพาราที่มีสีสันสวยงาม
วิธีที่ 2 คัดเลือกใบยางพาราที่แก่ปานกลาง ไม่มีตำหนิ มามัดรวมกัน มัดละ 15 – 20 ใบ ใส่ภาชนะนำไปใส่น้ำให้ท่วมใบยางพารา แล้วใส่สบู่กรดลงไป 1 ก้อน ใบยางพารา 100 ใบ ไฮเตอร์ 4-5 ฝา แล้วนำไปต้มให้ไฟร้อนพอดี โดยใช้เวลาต้ม 4 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้น แล้วสังเกตุดูจนใบเปื่อย จากนั้นก็นำไปแช่ในน้ำเย็น นำแปรงสีฟันมาถูให้เหลือแต่เส้นใยของใบยางพาราเท่านั้น แล้วนำไปล้างให้สะอาดจัดเรียงใบยางพาราให้กานใบเสมอกัน แล้วนำไปใส่ในน้ำที่ผสมด้วยไฮเตอร์ น้ำ 4 ลิตร ต่อ ไฮเตอร์ 10 ฝา นานประมาณ 20 นาที แล้วนำมาล้างน้ำ 2 ครั้ง ล้างให้สะอาดแล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้ง ก็จะได้ใบยางพาราสำเร็จรูป สีสัน ออกมาสวยงามพร้อมที่จะนำไปผลิตเป็นดอกแล้วแต่ชนิดของดอกไม้

OTOP ขนมเปี๊ยะ

ขนมเปี๊ยะ  ตำบลนาประดู่  อำเภอโคกโพธิ์  จังหวัดปัตตานี

ขนมเปียะ ตั๋นโฮ่ฮวด นาประดู่
เอกลักษณ์สำคัญของ "ขนมเปี๊ยะ" บ้านนาประดู่ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษชาวจีนที่เดินทางมายัง จ.ปัตตานี เมื่อครั้งในอดีตยุคการค้าทางเรือในพื้นที่รุ่งเรือง คือ “ความสดใหม่และสูตรลับความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร ยี่ห้อ "ตั๋นโฮ่ฮวด" จะเน้นสินค้าที่ออกจากเตาร้อนๆ และวางขายชนิดวันต่อวัน อีกทั้งกรรมวิธียังเป็นสูตรลับที่รู้เฉพาะคนในตระกูลเท่านั้น โดยเฉพาะแป้งที่หอมนุ่ม ไม่ว่าจะเป็นไส้ถั่ว หรือฟัก จะมีกลิ่นหอมกรุ่น ถูกใจนักชิมทุกคน

OTOP กระเป๋าผ้าบาติก

กระเป๋าผ้าบาติก  ตำบลทุ่งพลา อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

ประวัติความเป็นมา

บ้านเกาะวิหาร หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งพลา ประชาชนประกอบอาชีพหลักในการทำการเกษตร คือการทำสวนยางพาราและทำนา ซึ่งการทำการเกษตรในหมู่บ้านเป็นการประกอบอาชีพประจำวันโดยมีเวลาว่างในแต่ละวันน้อยมาก การรวมกลุ่มเพื่อเป็นการประกอบอาชีพเสริมจึงมีน้อย
ในปี พ.ศ. ๒๕๓๑ ประธานกลุ่ม คือนางผ่อง ราชบุตร ทำงานเกี่ยวกับงานศิลปะการออกแบบลายผ้า ณ กรุงเทพมหานคร จากประสบการณ์การทำงานทำให้เห็นลวดลายผ้านานาชนิดแต่มาสนใจเป็นพิเศษที่ผ้าบาติกที่มีสีสรรลวดลายสวยงาม จึงได้สอบถามและได้รับการถ่ายทอดจากผู้รู้ อีกทั้งการหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับการผลิตผ้าบาติกมาศึกษาด้วยตนเอง ในลำดับแรกจะผลิตผ้าบาติกโดยการผลิตลวดลายบนเสื้อยืดแล้วนำออกจำหน่ายในท้องตลาดก็ได้รับความสนใจพอสมควรและมีการพัฒนาโดยการนำไปฝากที่ร้านที่จำหน่ายเสื้อผ้าได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี จากนั้นมีการพัฒนาฝีมือการผลิตผ้าบาติกตลอดมา
ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนาที่บ้านเกาะวิหาร หมู่ที่ ๕ ตำบลทุ่งพลา และเริ่มดำเนินการผลิตผ้าบาติกอีกครั้ง โดยการรวมกลุ่มของประชาชนในหมู่บ้านกลุ่มเล็กๆโดยใช้ชื่อว่า กลุ่มทุ่งพลาบาติก และเริ่มขยายการผลิตผ้าบาติกจากการเย็บเสื้อผ้าบาติกมาเป็นกระเป๋าผ้าบาติก กระเป๋าลายหมวกกะปิเยาะ กระเป๋านักเรียน กระเป๋าใส่เอกสาร เป็นต้น
ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ กลุ่มทุ่งพลาบาติก ได้มีโอกาสไปจำหน่ายสินค้าในงานกาชาดจังหวัดปัตตานีโดยการแนะนำของสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดปัตตานี ทำให้กระเป๋าผ้าบาติกเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป นอกจากนี้กลุ่มฯยังได้รับงบประมาณในการสนับสนุนจากภาคราชการต่างๆเช่น สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัด อุตสาหกรรมจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล การได้รับการฝึกอบรมศึกษาดูงานทำให้กลุ่มได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการออกจำหน่ายในต่างจังหวัดส่งผลให้กลุ่มมีการบริหารจัดการที่ดี สมาชิกมีอาชีพเสริมเพื่มรายได้ทำให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และกลุ่มได้มีการส่งผลิตภัณฑ์เข้ารับการคัดสรรตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบัน

กระบวนการผลิต

วัตถุดิบและส่วนประกอบ

-ผ้าใยธรรมชาติ 
- สีบาติก 
-พู่กันขนาดต่างๆ 
-เทียนผสมสำหรับทำผ้าบาติก 
-น้ำยากันสีตก จันติ้ง 
-กรรไกร 
-เตาแก๊ส 
-จักรเย็บผ้า 
-เตารีด 
-บล๊อกสำหรับขึงผ้า

ขั้นตอนการผลิต

ขั้นตอนที่ ๑ นำผ้าที่เตรียมไว้เขียนลายด้วยดินสอสี
ขั้นตอนที่ ๒ นำผ้าไปขึงกับล๊อกให้ตึง
ขั้นตอนที่ ๓ ต้มเทียน เมื่อเทียนร้อนใช้จันติ้งตักเทียนแล้วเขียนลายที่วาดเอาไว้
ขั้นตอนที่ ๔ นำสีที่ผสมกับน้ำใส่ในกระปุกแต่ละสีแล้วนำมาระบายไล่สีตามต้องการ เกลี่ยสีให้เข้ากัน สีอ่อนแก่ให้สวยงาม รอให้สีแห้ง
ขั้นตอนที่ ๕ นำน้ำยากันสีตกมาทาให้ทั่วผ้าหรือจะนำไปแช่ในน้ำยาก็ได้ แช่อย่างน้อย ๔ ชั่วโมง
ขั้นตอนที่ ๖ นำผ้าที่แช่มาซักให้น้ำยาออกให้หมดแล้วนำไปต้มในน้ำร้อนให้เทียนที่เขียนเอาไว้ออกให้หมด
ขั้นตอนที่ ๗ นำผ้าที่ต้มแล้วแช่ในน้ำสะอาดซักให้สะอาดแล้วนำไปผึ่งในที่ร่ม(ห้ามผึ่งแดด)เมื่อผ้าแห้งดีแล้วนำมารีดให้เรียบร้อยและนำไปทำผลิตภัณฑ์ตามที่

OTOP กล้วยเส้นปรุงรส

กล้วยเส้นปรุงรส ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี


ชื่อกล้วยเส้นปรุงรส
สถานที่ตั้งกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรน้ำตกทรายขาว หมู่ที่ ๕ ตำบลทรายขาว อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี หมายเลขโทรศัพท์ ๐๘๙ – ๒๙๕๔๕๘๔ ,๐๘๗ – ๒๙๓๒๕๑๔
กล้วยเส้นปรุงรสเป็นการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้าโดยการนำทรัพยากรในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ โดยใช้วัตถุดิบในพื้นที่ และนำไปจำหน่ายในร้านค้าต่าง ๆ ภายในจังหวัดและงานประเพณีในจังหวัดปัตตานี และในต่างจังหวัด เช่น จังหวัดยะลา และจังหวัดสงขลา เป็นต้น กล้วยเส้นจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ ๑๓๐ บาท และบรรจุถุงขนาดต่างๆ ในราคา ถุงละ ๒๐ , ๓๕ ,๖๕ , ๑๓๐ บาท
วัตถุดิบที่ใช้ทำกล้วยเส้นปรุงรส
๑. กล้วยน้ำว้า
๒. น้ำมัน
๓. ใบมะกรูด
๔. กระเทียม
เครื่องปรุง
๑. เกลือ
๒. น้ำตาล
วิธีทำกล้วยเส้นปรุงรส
๑. นำกล้วยน้ำว้าแก่งจัดประมาณ ๙๐ %
๒. ใส่น้ำในกะละมัง ใส่เกลือ
๓. นำกล้วยลงไปแช่ในน้ำเกลือ
๔. ตัดหัวตัดท้าย กรีดตามยาวลูก ๔ ครั้ง
๕. ปอกเปลือกกล้วยจนเกลี้ยง
๖. ใส่ในตะกร้าล้างให้น้ำไหลผ่าน
๗. นำมาสไลด์เป็นแผ่นตามยาวลูก
๘. หั่นเป็นเส้นขนาดก้านไม้ขีดไฟ
๙. ล้างน้ำปูนใส ตั้งให้สะเด็ดน้ำ นำกระทะตั้งไฟใส่น้ำมันให้ร้อนจัด ใส่กล้วยลงทอดจนเหลือง ใส่ในกระดาษซับน้ำมัน ตั้งให้เย็นปรุงรสตามชอบ
กล้วยเส้นปรุงรสมีหลายรสดังนี้
๑. รสสมุนไพร
๒. รสปาปริก้า
๓. รสต้มยำ
๔. รสหวานงาดำ
๕. รสเค็ม
รางวัลที่ได้รับ
๑. รางวัลชนะเลิศกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ปี ๒๕๔๗
๒. รางวัลสำนึกรักบ้านเกิดจาก DTAC ปี ๒๕๕/
๓. รางวัลหมู่บ้านเขียวขจี ปี ๒๕๔๙
๔. รางวัลชนะเลิศการทำบัญชีดีเด่นระดับจังหวัด ปี ๒๕๕๔
๕. ได้รับรางวัลท่องเที่ยวระดับประเทศ ปี ๒๕๕๐